อาการง่วงนอนมากผิดปกติในเวลากลางวัน

โดย นพ.นพดล ตรีประทีปศิลป์ อาการง่วงนอนมากผิดปกติในเวลากลางวันคือ อาการที่คนเราไม่สามารถตื่นหรือตื่นตัวได้ระหว่างวันในสถานการณ์ หรือเหตุการณ์ที่สำคัญส่งผลให้ไม่สามารถระงับการนอนหลับ หรือภาวะง่วงนอนได้แม้อยู่ในสถานการณ์นั้น ๆ ในบางรายอาจมีอาการรุนแรงที่เรียกว่า โรคลมหลับ ซึ่งหมายถึง การมีอาการง่วงนอนที่ไม่สามารถต้านทานได้จนหลับไปแบบทันทีทันใดไม่ทันรู้สึกตัว อาการร่วม : อ่อนเพลีย สมองเฉื่อยชา มึนงง สาเหตุหลัก ๆ : จำนวนช่วงโมงที่นอนไม่เพียงพอ คุณภาพการนอนที่ไม่ดี ทำให้หลับ ๆ ตื่น ๆ ตื่นบ่อย เช่น อาจจะเกิดจากภาวะนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับ หรือ ภาวะขาอยู่ไม่สุขขณะหลับ ปัจจัยอื่น ๆ เช่น จากยาบางตัวที่ทำให้ง่วง, โรคทางกาย เช่น ภาวะบกพร่องฮอร์โมน ไทรอยด์ หรืออาการเจ็บป่วยทางจิต เช่น โรคซึมเศร้า หรือ โรคจากการหลับ เช่น ภาวะลมหลับ เมื่อใดควรพบแพทย์ : เมื่อรู้สึกความง่วงระหว่างวันนั้นมีปัญหารบกวนกับคุณภาพชีวิตหรือการทำงาน หากปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นปัญหาที่รีบด่วน เช่น งีบหลับหรือหลับในขณะขับรถจนเกือบเกิดอันตราย หรือไม่สามารถ ทำางานระหว่างวันได้ก็ควรรีบปรึกษาแพทย์ ขอบคุณข้อมูลจาก […]
กลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุข

โดย นพ.นพดล ตรีประทีปศิลป์ กลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุขเป็นภาวะที่มีอาการอยากขยับ ขาขณะตื่น มีความรู้สึกคล้ายมีอะไรมาไต่ขา ถ้าไม่ขยับจะมีความรู้สึกไม่สะดวกสบาย สาเหตุ : อาจพบกับ โรคอื่นๆ เช่น โรคโลหิตจางจากขาดธาตุเหล็ก, ไตวายเรื้อรัง เป็นต้น,ร้อยละ 30 ของผู้ป่วยมักมีประวัติของโรคนี้ในครอบครัว ผลกระทบต่อสุขภาพ : นอนหลับยาก หรือ รู้สึกหลับไม่สนิท ทำให้การนอนไม่มีคุณภาพ ส่งผลให้เกิดอาการง่วงตอนกลางวัน โรคนี้มักมี อาการที่ขาแต่สามารถเกิดขึ้นกับส่วนอื่นๆ ได้ วิธีการรักษา : รักษาโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น การให้ธาตุเหล็กเพื่อรักษา ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก หาและงดปัจจัยที่ อาจเป็นสาเหตุ เช่น ยาบางกลุ่มข้างต้น หลีกเลี่ยงคาเฟอีน ในชากาแฟ น้ำอัดลม ช็อคโกแลต ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.gj.mahidol.ac.th/main/knowledge-2/restless-legs-syndrome/ Facebook Twitter LinkedIn
แม่เป็น COVID–19 สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้หรือไม่

พญ สุภาวีร์ วสุอนันต์กุล (กุมารแพทย์) การส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ในกรณีทารกเกิดจากมารดาที่เป็น COVID-19 และ PUI ที่มีความเสี่ยงสูง ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่าเชื้อไวรัส COVID-19 สามารถติดต่อจากมารดาสู่ทารกผ่านทางนมแม่ และองค์กรทางสาธารณสุขต่าง ๆ แนะนำว่าสามารถให้น้ำนมแม่แก่ทารกที่เกิดจากมารดาติดเชื้อ COVID -19 ได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านบุคลากร สถานที่ และครุภัณฑ์ในการเก็บตุนน้ำนม ตลอดจนความปลอดภัยจากการปนเปื้อนเชื้อไวรัสขณะขนส่งน้ำนมจากมารดามายังทารก ดังนั้นทารกจะได้รับนมผงดัดแปลงสำหรับทารกเท่านั้น สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยแนะนำมารดาที่มีประวัติสัมผัส COVID -19 ความเสี่ยงสูง (PUI) ปั๊มน้ำนมทิ้งจนกว่าจะทราบผลตรวจเป็น Undetectable และ ในมารดาที่ยืนยันการติดเชื้อ COVID-19 ให้ปั๊มนมทิ้ง เป็นระยะเวลา 14 วัน หลังจากนั้นให้นั้นนมแม่แก่ทารกได้ตามปกติ หากมารดาที่มีประวัติสัมผัส COVID -19 ความเสี่ยงสูง (PUI) หรือยืนยันการติด COVID-19 มีสภาพร่างกายที่พร้อมจะเก็บตุนน้ำนมได้และยืนยันจะเก็บตุนนม ให้ปฏิบัติตามข้อแนะนำการปฏิบัติของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เรื่องการดูแลหญิงตั้งครรภ์หลังคลอดและทารกแรกเกิด ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 มีนาคม […]
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ควรฉีดหรือไม่

บทความโดยรศ.นพ.จักรพงษ์ บรูมินเหนทร์อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza virus) ซึ่งก่อให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ในประเทศไทยพบไข้หวัดใหญ่ได้ตลอดทั้งปีแต่มักพบการระบาดในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว โดยเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่พบก่อโรคได้บ่อยเกิดจากไวรัสสายพันธุ์เอและบี ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันปกติมักมีอาการไม่รุนแรงและมีอาการเฉพาะทางเดินหายใจส่วนบน ได้แก่ ไข้สูง เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัว และปวดศีรษะ โดยอาการมักมีความรุนแรงกว่าการติดเชื้อไข้หวัดทั่วไป อย่างไรก็ตามผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนล่างหรือการติดเชื้อที่ปอด ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรัง ซึ่งอาจมีการติดเชื้อที่รุนแรงและเกิดภาวะหายใจล้มเหลวหรือเสียชีวิตได้ ไข้หวัดใหญ่สามารถรักษาได้โดยการกินยาต้านไวรัสที่ชื่อว่า oseltamivir นาน 5 วัน ร่วมกับการรักษาตามอาการ แนะนำให้ฉีด วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ปีละ 1 ครั้ง ในวัคซีน 1 เข็มจะบรรจุเชื้อ 3-4 สายพันธุ์ (เอ 2 สายพันธุ์ และบี 1-2 สายพันธุ์) และในปัจจุบันในประเทศไทยมีวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2 ขนาด ได้แก่• วัคซีนไข้หวัดใหญ่ขนาดมาตรฐาน (standard-dose influenza vaccine) สามารถฉีดได้ทุกราย• […]
เลือกสารฉีดหน้าให้เหมาะกับสภาพปัญหาผิว

บทความโดยรองศาสตราจารย์ นายแพทย์วาสนภ วชิรมนสาขาวิชาโรคผิวหนัง คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย File Download ปัจจุบันกระแสการฉีดสารหรือยาเข้าสู่ผิวหนังเพื่อช่วยในการรักษารวมทั้งการเสริมความงามเป็นสิ่งที่กำลังเป็นที่นิยมกันมาก ซึ่งสารแต่ละตัวมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป ดังนั้นประชาชนจึงควรทำความเข้าใจเพื่อเลือกสารให้เหมาะสมกับสภาพปัญหาของแต่ละราย โดยในบทความนี้จะขอแบ่งชนิดของสารฉีดตามวัตถุประสงค์และกลไกการทำงาน 1.สารฉีดเพื่อลดริ้วรอยจากการขยับของกล้ามเนื้อในที่นี้หมายถึงสารที่ฉีดเพื่อลดรอยย่นของใบหน้า เช่น รอยย่นของหน้าผากจากการเลิกหน้าผาก รอยที่หางตาที่เกิดจากการยิ้มมาก ๆ รอยขมวดคิ้ว ในกลุ่มนี้จำเป็นต้องใช้สารที่มีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อ เนื่องจากสภาพปัญหาเกิดจากการที่กล้ามเนื้อบีบตัวมากเกินไป สารกลุ่มนี้ที่นิยมใช้ได้แก่สารโบทูลินุ่ม ท๊อกซิน (Botulinum toxin) หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่าฉีดโบ นอกจากนี้ยังมีการนำสารกลุ่มนี้มาใช้ในทางการแพทย์เพื่อคลายกล้ามเนื้อบริเวณอื่น ๆ อีกด้วย เช่น กล้ามเนื้อกรามเพื่อแก้ปัญหาการกัดฟันบ่อย ซึ่งทำให้ได้ผลพลอยคือกล้ามเนื้อกรามขนาดลดลง ทำให้ใบหน้าดูเล็กลง หรือคลายกล้ามเนื้อน่อง กรณีที่กล้ามเนื้อน่องมีการหดเกร็ง เป็นต้น 2.สารฉีดเพื่อเพิ่มปริมาตรผิวเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเนื้อผิวหนังฝ่อตัวลง เช่นไขมันในกล้ามเนื้อฝ่อลง ชั้นหนังแท้ฝ่อตัวลง เป็นต้น สารกลุ่มนี้อาจเรียกรวมว่าสารฟิลเลอร์ ที่นิยมใช้และพบว่าปลอดภัยได้แก่ สารกลุ่มเอชเอ (HA) หรือย่อมาจากไฮยาลูโรนิค แอซิด (Hyaluronic acid) ซึ่งความสามารถในการเพิ่มปริมาตรของผิวจะขึ้นกับกระบวนการผลิตรวมทั้งความเข็มข้นของสารเอชเอ นอกจากนี้ยังมีการนำสารกลุ่มนี้มาฉีดเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในผิว ซึ่งเหมาะสำหรับกรณีที่ผิวหนังขาดความชุ่มชื้นหรือที่เรียกว่าผิวหนังขาดน้ำ แต่กระบวนการผลิตและความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์อาจมีความแตกต่างกับการฉีดเพื่อเพิ่มปริมาตรชั้นผิว 3.สารฉีดเพื่อเพิ่มคอลลาเจนในผิวสารกลุ่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มสารคอลลาเจนให้ผิวหนัง ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ โพลีนิวคลีโอไทด์ […]
ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

บทความโดยผศ. นพ.กฤษฎา วุฒิการณ์หน่วยโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย File Download ภาวะโลหิตจางเป็นภาวะที่ร่างกายมีเม็ดเลือดแดงต่ำกว่าระดับปกติ สาเหตุของภาวะโลหิตจางมีหลากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นจากภาวะการขาดเกลือแร่วิตามิน ความผิดปกติของพันธุกรรมต่าง ๆ ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกตัว ไปจนถึงความผิดปกติของไขกระดูก โดยภาวะโลหิตจางที่พบบ่อยที่สุดคือ ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งพบได้ในทุกช่วงอายุ และก่อให้เกิดปัญหาทางสุขภาพแก่ผู้ป่วย ตลอดจนเป็นภาระทางสาธารณสุข มีการประมาณการว่าประชากรทั่วโลกประมาณ 2 พันล้านคนมีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก อุบัติการณ์ในการเกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กพบมากที่สุดในกลุ่มเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี รองลงมาคือ กลุ่มผู้หญิงวัยรุ่นและวัยเจริญพันธุ์ ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กเกิดจากการที่ร่างกายมีปริมาณธาตุเหล็กสะสมน้อยกว่าเกณฑ์ปกติ ทำให้ร่างกายไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดแดงได้เพียงพอ นอกจากนี้เม็ดเลือดแดงที่สร้างขึ้นมามีขนาดรวมถึงรูปร่างที่ผิดปกติไป ส่งผลทำให้เกิดอาการของภาวะโลหิตจางจากความบกพร่องของการทำงานของอวัยวะ เช่น อาการอ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ อาการเหนื่อย หรือเป็นลมหมดสติ ไปจนถึงหัวใจล้มเหลวได้ในกรณีที่ภาวะโลหิตจางรุนแรง สาเหตุของภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กนั้นเกิดจากการที่ร่างกายมีภาวะขาดดุลธาตุเหล็ก ทำให้ปริมาณเหล็กสะสมในร่างกายพร่องลงจนมีระดับต่ำในที่สุดโดยภาวะขาดดุลเหล็กนั้นมีหลายสาเหตุพบได้ทั้งในภาวะปกติและภาวะผิดปกติ โดยมีกลไกหลัก 3 กลไก ได้แก่ การสูญเสียเหล็กจากการเสียเลือด โดยเฉพาะการเสียเลือดเรื้อรัง ความต้องการธาตุเหล็กของร่างกายที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าปกติ ความผิดปกติในการดูดซึมธาตุเหล็กของทางเดินอาหาร ทั้งนี้กลไกของการขาดธาตุเหล็กที่สำคัญที่สุดอันนำไปสู่ ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในผู้ใหญ่ คือ การสูญเสียเหล็กจากการเสียเลือดเรื้อรัง โดยการเสียเลือดทำให้มีการสูญเสียธาตุเหล็กจากเม็ดเลือดแดงไป ทำให้มีสมดุลธาตุเหล็กเป็นลบ จากการที่มีปริมาณธาตุเหล็กที่เสียไปจากร่างกายมากกว่าปริมาณธาตุเหล็กที่ร่างกายได้รับเพิ่มจากอาหารในแต่ละวัน เมื่อมีการเสียเลือดเป็นเวลานานทำให้มีภาวะพร่องธาตุเหล็กในที่สุด โดย ภาวะโลหิตจางจากการธาตุเหล็กที่เกิดจากการเสียเลือดเรื้อรัง พบมากในสตรีวัยเจริญพันธุ์ผ่านการเสียเลือดประจำเดือน โดยเฉพาะในคนที่มีเลือดประจำเดือนปริมาณมากจากสาเหตุต่าง […]
นวดแผนโบราณ ศาสตร์แห่งการรักษา

File Download ใครที่รู้สึกว่าช่วงนี้ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย จนลืมดูแลสุขภาพตนเอง หรือปล่อยให้ร่างกายเกิดอาการปวดเมื่อยเนื้อตัว และหากปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย ปวดเมื่อยเรื้อรัง รักษาหายช้านวดแผนโบราณ คืออีกทางเลือกบรรเทาอาการปวดเมื่อยของร่างกาย รู้หรือไม่ว่าการนวดนั้นมีหลากหลายประเภทให้เลือกตามอาการและความต้องการ นวดแผนโบราณแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ 1.นวดเพื่อสุขภาพ ผู้สูงอายุสามารถนวดได้ เพราะจะช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต ให้ร่างกายสดชื่น นอนหลับสบาย 2.นวดเพื่อการบำบัดรักษา สำหรับหนุ่มสาว วัยรุ่น ที่มีร่างกายแข็งแรง คลายอาการปวดเมื่อย คอ บ่า ไหล่ หรือมีอาการนอนไม่หลับให้ดีขึ้น 3.นวดเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพ เป็นการนวดใช้การผสมผสานระหว่างนวดเพื่อสุขภาพ และนวดเพื่อบำบัดรักษา เหมาะสำหรับฟื้นฟูร่างกาย นักกีฬาหลังการแข่งขันเพื่อคลายกล้ามเนื้อ หรืออาการบาดเจ็บ ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคพาร์กินสัน ช่วยให้อาการดีขึ้น แม้ว่าการนวดจะช่วยบำบัดรักษาแต่มีข้อห้ามและข้อควรระวังดังนี้ ข้อห้ามในการนวด ผู้ที่มีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส ผู้ที่กำลังป่วยด้วยโรคที่มีภาวการณ์ติดเชื้อเฉียบพลัน ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงกว่า 160/100 มิลลิเมตรปรอท ที่มีอาการหน้ามืด ใจสั่น ปวดศีรษะ หรือคลื่นไส้อาเจียน […]
“ทำไมอาหารถึงทำให้เราป่วย”

File Download การกินอาหารที่ไม่เหมาะสมนำไปสู่โรค NCDs ได้อย่างไร ? กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือโรค NCDs เกิดจากการมีพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ ได้แก่ การกินอาหารที่มีรสจัด การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ การสูบบุหรี่จัด รวมถึงการออกกำลังกายที่ไม่เพียงพอ โดยอาการในกลุ่มโรค NCDs นี้ จะไม่ป่วยโดยทันที แต่จะค่อย ๆ สะสมจนเกิดโรคในอนาคต ซึ่งกลุ่มโรค NCDs ที่มีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ โรคถุงลมโป่งพอง โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง และโรคอ้วนลงพุง กินอาหารไม่เหมาะสม ทำให้เราป่วยเป็นโรค NCDs ได้อย่างไร ? พฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรค NCDs ได้ ดังนี้ กินแต่คาร์โบไฮเดรต เช่น กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจะได้แต่แป้ง ขาดสารอาหารประเภทวิตามิน โปรตีน และแร่ธาตุ ทำให้เกิดโรคอ้วน กินแต่ข้าวขัดขาว จะได้รับไฟเบอร์หรือใยอาหารน้อย ควรกินข้าวกล้อง หรือขนมปังโฮลวีทร่วมด้วย กินเฉพาะเนื้อสัตว์ใหญ่ ๆ […]
วัดระดับ “กิจกรรมทางกาย” ขยับเคลื่อนไหว ห่างไกลโรค NCDs

File Download ความสะดวก สบาย ในการใช้ชีวิต ทำให้เราเคลื่อนไหวร่างกายและทำกิจกรรมน้อยลง ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือโรค NCDs เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน และโรคมะเร็ง เป็นต้น ซึ่งโรคเหล่านี้ คือ สาเหตุหลักของการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร กิจกรรมทางกาย คืออะไร ? กิจกรรมทางกาย คือ การเคลื่อนไหวร่างกายในทุกอิริยาบถในชีวิตประจำวัน เช่น การนั่ง ยืน เดิน วิ่ง ทำงาน ส่วนการออกกำลังกาย เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมทางกายโดยการเคลื่อนไหวร่างกายซ้ำ ๆ จากการวางแผนที่ชัดเจนและจำเพาะ กิจกรรมทางกายของคุณ อยู่ในระดับใด ? ระดับนิ่งเฉย คือ กิจกรรมที่ไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น นั่งเฉย ๆ นั่งดูทีวี นอนหลับ นั่งประชุม นั่งขับรถ นั่งสวดมนต์ ระดับน้อย คือ การเคลื่อนไหวร่างกายที่ออกแรงน้อย ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น เดินระยะทางสั้น ๆ […]
ตรวจสุขภาพประจำปี สำคัญอย่างไร

File Download ทำไมต้องตรวจสุขภาพประจำปี สาเหตุหนึ่งของปัญหาสุขภาพ มาจากการละเลยในการดูแลสุขภาพของตนเอง ซึ่งนำไปสู่การเกิดโรคเรื้อรัง การตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง จะช่วยค้นหาปัจจัยเสี่ยงและความผิดปกติของร่างกายได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อช่วยให้สามารถรักษาได้อย่างทันท่วงที ป้องกันไม่ให้โรคลุกลาม และช่วยให้แพทย์ให้การรักษาได้อย่างเหมาะสม ลดความสูญเสียทั้งด้านสุขภาพ และด้านการเงิน การตรวจสุขภาพแต่ละช่วงวัย…ควรตรวจอะไรบ้าง การตรวจสุขภาพเบื้องต้น จะแบ่งตามเพศและช่วงวัย โดยแพทย์จะแนะนำให้ตรวจทุก 1 ปี ดังนี้ วัยเด็กและวัยรุ่น (อายุ 0 – 18 ปี) ตรวจสุขภาพทั่วไป (ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง) ตรวจการได้รับวัคซีน พัฒนาการของร่างกาย การดูแลช่องปากและฟัน โภชนาการและการออกกำลังกายที่เหมาะสม การได้ยิน การใช้ภาษาและการสื่อสาร สติปัญญาและจริยธรรม การช่วยเหลือตัวเองและการเข้าสังคม การค้นหาพฤติกรรมเสี่ยงตามวัย เช่น ปัญหาพฤติกรรม อารมณ์ ปัญหาครอบครัว เรื่องเพศ ยาและสารเสพติด วัยผู้ใหญ่ (อายุ 18 – 60 ปี) ตรวจร่างกายทั่วไป (ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง […]